Montache's profileWindows Live SpacesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 26

    สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

    เป็นบทความที่ดี อยากให้อ่านดูนะ Montache

     

    สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

     เรื่อง วนิษา เรซ

    บางครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา 'ต้อง' ทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน เช่น การล้างจาน การท่องหนังสือ การจดจ่ออยู่หน้า คอมพิวเตอร์

     

    แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้ว ยังต้องมานั่งรับส่งลูกเรียนพิเศษ เสาร์อาทิตย์อีก..เวลานั่งรอ บางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารักของลูก


    สิ่งของเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น 'หน้าที่' ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย...ตัวหนูดีเป็นคนเกลียดการล้างจานมาก เพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหาร และ ความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่า ผู้ชายคนไหนจะมาขอหนูดีแต่งงาน หนูดีจะให้ล้างจานให้ดูก่อน...แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่า หนูดียินดีทำอาหารทุกชนิด แต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน...



    จนกระทั่งวันหนึ่งหนูดีได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน การไปอยู่วัดครั้งนั้นทุกคนต้องล้างจานเอง...พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน...

    คำตอบของพวกหนูดี คือ เราต้องการให้จาน สะอาด (แหม ถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมคะ)...แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ
     ...อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดีงงมาก...ท่านตอบว่า จากนี้ไป ขอให้ล้างจานเพื่อล้างจานได้ไหม...

    ทำไมต้อง 'ล้างจานเพื่อล้างจาน' กว่าหนูดีจะเข้าใจและทำได้ก็ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ...

    เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จานสะอาด ก็เหมือนกับ เราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคต แต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้ว
    เท่านั้น ..สรุปว่าคนเราใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข


    ! แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจให้สุขกับปัจจุบัน ในขณะล้างจาน จิตจด! จ่ออยู่ก ับน้ำ ฟองน้ำและจาน...เป็นสุขอยู่ตรงนั้น

     

    ซึ่งหลังจากครั้งแรกพระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่า จาน
    เป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่... ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระ

     

    ถ้าคิดอย่างนี้ได้ ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน (การคิดในแง่บวก คิดสิ่งดีๆ)  ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข...

     

    หนูดีคิดว่า เราต้อง 'แยกให้ออกระหว่าง...วิถี...และ... เป้าหมาย...ก่อน'
     ...คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับ 'เป้าหมายแต่....หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ 'วิถี' ในการไปถึงเป้าหมายนั้น   

     

    เหมือนเมื่อก่อนหนูดีตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้คะแนนดีๆให้ได้เกียรตินิยม...และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนหนูดีไม่มีหวั่น เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก...

    .....พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ

    .....ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว

    ......จะเป็นจะตายต่อไปอีกเทอม

    ......พอมา! ดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรีเราจะได้เห็นเกรดตัวเองหลักๆ 8 ครั้ง

    .....โอ้โห เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ 

     

    ดังนั้น การกลับมาปรับ 'วิถี' ให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทาง...กลับทำให้ดัชนีความสุขมวลรวมของชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะ

     

    ...เดี๋ยวนี้หนูดีเลยมีกฎใน การใช้ชีวิตว่า 'วิถี คือ เป้าหมาย' พูดง่ายๆ ว่า
    การทำใจให้เป็นสุขเป็นประจำวัน  มีสุขในทุกวิถี นั่นแหละคือเป้าหมาย   ส่วนเป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน หนูดียังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม

    ...อาจจะดี กว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และไม่รอให้ 'เป้าหมายสำเร็จ' แล้วค่อยเป็นสุข...ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่คะว่าต้องรอ ก็! เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า


    ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูด เรื่องนี้ไว้ดีมาก

    ...หนูดีเอามาเขียนเตือนใจตัวเองหน้าหนังสือ 'ขอบคุณสรรพสิ่งที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า 'ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์ คือ การเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว' หนูดีเห็นด้วยอย่างมาก เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง 'ธรรมดา' เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ...หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ...ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น
    แต่ถ้าความ 'ธรรมดา' นี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ด

    เลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ

    ...เรื่องก็จะ 'ไม่ธรรมดา' ไปในทันทีและ ในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความ 'ธรรมดา' จนใจแทบจะขาด...หนูดีไม่ได้พูดเองเออ เองนะคะ แต่เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญเสียในครอบครัวมาเยอะมาก จนเกิด เป็นกฎประจำใจเลยว่า ให้เรารีบชื่นชมกับความ 'ธรรมดา' ที่เรามีและใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือ สิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วค่ะ


    วันนี้ หนูดีขอชวนทุกๆ คนลองมองหาสิ่งธรรมดาๆ สักสองสามสิ่งที่เรามองข้ามไปแล้วลองคิดขอบคุณเขาไหมคะ เช่น

    ...วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติ

    ...วันนี้ลูกของเรายังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง

    ... หรือแม้แต่ วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชน โชคดีจังเลย

    (เรื่องสุดท้ายนี่หนูดีคิดเป็นประจำเลยค่ะ เพราะในโลกนี้ หนูดีเป็นหนึ่งในคนที่รถชอบโดนชนประจำขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลาน ดังนั้น หากวันไหนรถหนูดีอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แค่ได้มองเห็น ก็เป็นสุขแล้วค่ะ) 

    ......สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งนะคะ ขอให้ทำงานอย่างเป็นสุขค่ะ

    บทเรียนชีวิต … ที่คุณอาจคิดไม่ถึง

    บทเรียนชีวิต ที่คุณอาจคิดไม่ถึง

     


     บทเรียนสำคัญบทแรก - คนทำความสะอาด


             
    เมื่อครั้งที่ฉันเข้าเรียนในวิทยาลัยได้สองเดือน อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง ฉันเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน จึงตอบคำถามได้อย่างสบาย จนมาถึงคำถามสุดท้าย.. "สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อว่า อะไร ?"  ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ ฉันเคยเจอคนทำความสะอาดหลายครั้ง เธอเป็นคนตัวสูง ผมดำ และอายุกว่า 50 แต่ฉันจะรู้ชื่อเธอได้อย่างไรฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย


             
    ก่อนหมดคาบเรียน นักศึกษาคนหนึ่งถามว่า คำถามข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมในคะแนนของผลการเรียนด้วยหรือไม่ "แน่นอน" อาจารย์ตอบ "เพราะเมื่อเธอเข้าทำงาน เธอจะต้องพบกับคนมากมาย  ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอที่สมควรจะได้รับความสนใจและเอาใจใส่ แม้ว่าพวกเธอจะทำได้แค่เพียงยิ้มให้และกล่าวสวัสดีก็ตาม"    


     บทเรียนสำคัญที่สอง รับคนกลางฝน


             
    คืนหนึ่ง เวลา 23:30 น. สตรีสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวงสายบามา ต้านฝนที่ตกหนักอยู่ รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมากแม้จะเปียกโชก เธอตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่งผ่านมา ชายหนุ่มผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง เรื่องการเหยียดผิวอย่างทศวรรษ ที่60 ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท็กซี่ แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็ขอบคุณเขา และจดที่อยู่ของเขาไปด้วย


             
    เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขาด้วยความประหลาดใจ โทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหนึ่งถูกนำมาส่งยังบ้านของเขาและมีข้อความแนบ มาด้วย  ใจความว่า


             
    "ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืนนั้น ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น แต่ชะเอากำลังใจของฉันไปด้วย แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ ฉันจึงสามารถไปทันดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต ทันเวลาก่อนที่เขาจะสิ้นลมพอดี  ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน และการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ" ด้วยความจริงใจ นางแนท คิง โคล


     บทเรียนสำคัญที่สาม ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ


             
    ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังม ีราคาถูกอยู่มาก เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ช็อปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ เมื่อพนักงานเสิร์ฟวางแก้วนั้นลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า 


              "
    ไอศครีมซันเดย์ ราคาเท่าไหร่ครับ ?" "ห้าสิบเซ็นต์" พนักงานเสิร์ฟสาวตอบ  แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋าแล้วก็นับเหรียญในมือ "งั้นไอศกรีมเปล่าๆ ล่ะครับ ราคาเท่าไหร่?" เด็กชายถามอีก ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้นและพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน "สามสิบห้าเซ็นต์" เธอตอบห้วนๆ เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง "ผมขอไอศครีมเปล่าครับ" เด็กชายบอก


             
    แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอาไอศครีมมาให้ เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้ว ก็จ่ายเงินแล้วก็จากไป เมื่อพนักงานเสิร์ฟเดินกลับมา เธอก็เริ่มร้องไห้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะ บนโต๊ะนั้นมีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์สองเหรียญ และเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่อย่างบรรจงข้างถ้วยไอศครีมเปล่านั้น เห็นไหมว่า ที่เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสิร์ฟสาวคนนั้น  


     บทเรียนสำคัญที่สี่ สิ่งที่กีดขวางทางของเรา

      
           
    ในยุคโบราณมีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อยู่ เพื่อคอยดูว่าจะมีใครมาเอาห ินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา  ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป พวกเขากล่าวตำหนิพระราชาต่างๆ นานาที่พระองค์ ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง


             
    จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา เมื่อเขาเดินมาถึงหินผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง  หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ เมื่อเขาหยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา ก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่ ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า "ทองในถุงนั้นเป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน" ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้ ทุกๆ "อุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่เราจะดีขึ้นให้กับเรา"  


     บทเรียนสำคัญที่ห้า ให้เมื่อมันมีค่า


             
    หลายปีมาแล้ว เมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง  ฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็นโอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือ ต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ ผู้ซึ่งรอดจากโรคร้ายนี้ได้อย่างปาฏิหาริย์ จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา หมออธิบายสถานการณ์ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่าเขาต้องการจะให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่ 


             
    ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า "ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้" เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่ที่เตียงข้างๆ พี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู่แก้มของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป เด็กชายมองไปที่หมอ และถามด้วยเสียงสั่นเครือ 


             
    "ผมกำลังจะตายใช่ไหม?" ด้วยความเป็นเด็ก เขาเข้าใจหมอผิดไป เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาแก่พี่สาว เพื่อช่วยชีวิตเธอ ซึ่งเขาก็ยังตัดสินใจที่จะถ่ายเลือด แม้จะทำให้เขาต้องตายก็ตาม นี่แหละคือความรักที่เขาจะมอบให้พี่สาวของเขา

    May 19

    หมาตัวหนึ่ง ให้คติสอนใจ

     

    เจ้าของร้านขายเนื้อสดคนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจที่หมาตัวหนึ่งมาที่ร้าน
      โดยในปากมันคาบแบงก์ 10 ดอลลาร์ และกระดาษเขียนข้อความว่า

      "ขอซื้อไส้กรอก 12 ชิ้นกับขาแกะ 1 ขาครับ"
      เขารู้สึกประทับใจความแสนรู้ของมัน ดังนั้นหลังจากเก็บเงิน 10 ดอลลาร์
      และเอาไส้กรอกและขา
      แกะใส่ถุงแขวนที่ปากให้มันคาบไปแล้ว
      เขาจึงตัดสินใจปิดร้านสะกดรอยตามมันไป....
      หมาตัวนั้นเดินไปตามถนนจนถึงทางม้าลาย
      มันก็วางถุงที่คาบไว้ลง แล้วยืนด้วยขาหลังและยกขาหน้ากด
     ปุ่มไฟสำหรับคนข้ามถนนแล้วก็คาบถุงต่อ
      รอจนไฟคนข้ามเขียวมันจึงข้ามไปยังป้ายรถเมล์อีกฝั่งหนึ่ง...

      มันจ้องมองตารางเวลาเดินรถแล้วนั่งลงตรงที่นั่งรอ
      สักพักมีรถเมล์คันหนึงมา มันเดินไปดูหมายเลขที่
      หน้ารถแล้วก็กลับมานั่งรอต่อ

      อีกสักเดี๋ยวก็มีรถเมล์มาอีกคัน มันเดินไปดูหมายเลขรถอีกเมื่อเห็น
      ว่าเป็นสายที่มันรออยู่มันจึงขึ้นรถเมล์คันนั้น...

      คนขายเนื้อถึงกับอ้าปากค้างทึ่งในความแสนรู้ของมัน
      แล้วรีบตามมันขึ้นรถคันนั้นไป
      หลังจากรถวิ่งผ่านกลางเมืองออกไปยังชานเมือง
      เจ้าหมาแสนรู้ก็ลุกจากที่นั่งเดินไปหน้ารถมันยืน
      ด้วยขาหลังแล้วเอาขาหน้ากดกริ่งบนรถ
      เมื่อรถจอดมันก็ลงและเดินไปตามถนนจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง
      แล้วเลี้ยวเข้าไป
      คนขายเนื้อยังสะกดรอยตามมันอยู่ห่างๆ เช่นเดิม...
      เมื่อมาถึงประตูบ้านที่ปิดอยู่มันก็วางถุงไส้กรอกที่คาบไว้ลง
      แล้วถอยหลังมาตั้งหลักประมาณ 2-3 เมตร จากนั้นก็วิ่งเข้าชนประตูเต็มแรง
      มันพยายามอยู่ 2-3 ครั้ง แต่ประตูก็ยังเปิดไม่ออก...


     มันเลยเดินอ้อมตัวบ้านไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่ปิดอยู่และเอาหัวโขกที่หน้า
      ต่างหลายครั้ง
      แล้วก็เดินกลับ มารอที่ประตู....
      สักพักประตูบ้านก็ถูกเปิดโดยเจ้าของหมาเป็นผู้ชายหุ่นล่ำบึ้ก
      ซึ่งพอเปิดประตูเสร็จเขาก็เริ่มเตะต่อยและ
      ตะโกนด่าเจ้าหมาแสนรู้ตัวนั้นทันที ถึงตอนนี้คนขายเนื้ออดรนทนไม่ไหว
      เขารีบวิ่งเข้าไปห้ามเจ้าของหมา พร้อมกับถามว่า

      "คุณเตะมันทำไมกัน
      มันเป็นหมาสุดอัจฉริยะเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย
      ถ้าไปออกทีวีต้องดังแน่"
      เจ้าของหมาตอบสวนทันทีว่า
      "คุณว่ามันฉลาดนักเหรอ เชอะ!


     รู้มั้ยว่านี่เป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์นี้นะที่มันลืมเอากุญแจบ้านติดตัวไปด้วย"


    คติสอนใจจากเรื่องนี้คือ
      "เราอาจทำงานได้เกินความคาดหมายในสายตาผู้อื่น
      แต่ก็ยังทำงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายในสายตาของนายเราเสมอ"