Montache's profileWindows Live SpacesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 29

    สัญญาณความร๊าก... ……………………………

    สัญญาณความร๊าก... ……………………………

    1.เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากคุยกับเค้าแต่ไม่กล้าปริปาก

    2.เมื่อใดก็ตามที่คุณอยู่ใกล้ๆเค้าแล้วมีความสุข

    3.เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากเห็นหน้าเค้าทุกเวลา

    4.เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากตามเค้าไปทุกหนทุกแห่ง

    5.เมื่อใดก็ตามที่คุณแอบมองเค้าเวลาเผลอ

    6.เมื่อใดก็ตามที่คุณแอบยิ้มชื่นชมเค้าอยู่ห่างๆ

    7.เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่กล้าสบตาเค้าเมื่อเจอกัน…..

    8.เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากให้เค้ามีความสุข..โดยลืมมองตัวเอง

    9.เมื่อใดก็ตามที่คุณใจเต้นรัว..และทำตัวไม่ถูก..เวลาเจอเค้า

    10.เมื่อไรก็ตามที่คุณคิดถึงเค้าตลอดเวลา

    11.เมื่อไรก็ตามที่คุณเห็นเค้าสนุกสนานอยู่กับคนอื่นแล้วคุณอยากเข้าไปร่วมวงด้วย

    12.เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากจะดูแลเค้าไปตลอดกาล…..

    13.เมื่อใดก็ตามที่คุณรับเค้าได้ในทุกอย่างที่เป็นตัวเค้า..ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงข้อบกพร่องของเค้า

    14.เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากครอบครองเค้าไว้คนเดียว

    15.เมื่อใดก็ตามที่คุณมีกันและกัน..แล้วไม่คิดจะมองหาคนใหม่ที่ดีกว่า ……คุณรักเค้าแล้ว…. เชื่อเถอะ ....

     

    ++++++++++++++++++

     Picture1

    ว่าไงคร่า มีความรักกันรึเปล่าเอ่ยจร้า

    August 11

    Hold My Hand

    Hold My Hand
    Hold My Hand
    Here is a short story with a beautiful message...

    นี่คือเรื่องสั้นที่ส่งพร้อมกับข้อความที่สวยงาม


    Little girl and her father were cross sing a bridge.

    มีพ่อลูกคู่นึงกำลังจะข้ามสะพาน


    The father was kind of scared so he asked his little daughter,

    คุณพ่อค่อนข้างกลัวเล็กๆ เลยบอกลูกสาวตัวน้อยของเขาว่า


    ' Sweetheart, please hold my hand so that you don ' t fall into the river. '

    ลูกรักจ๊ะ จับมือพ่อไว้สิ หนูจะได้ไม่ตกลงไปในแม่น้ำ


    The little girl said, ' No, Dad. You hold my hand. '

    เด็กน้อยกล่าวว่า 'ไม่ค่ะพ่อ พ่อหน่ะแหละจับมือหนู'


    ' What ' s the difference? ' Asked the puzzled father.

    .'มันต่างกันยังไงจ๊ะลูก' พ่อถามด้วยความสงสัย


    ' There ' s a big difference, ' replied the little girl.

    'มันต่างกันมากเลยค่ะพ่อ' เด็กน้อยกล่าว


    ' If I hold your hand and something happens to me,

    'ถ้าหนูจับมือพ่อ แล้วมีอะไรเกิดขึ้นกับหนู,

    chances are that I may let your hand go.

    มันมีโอกาสที่หนูจะปล่อยมือพ่อ


    But if you hold my hand, I know for sure that no matter what happens,

    แต่ถ้าพ่อจับมือหนู หนูรู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

    you will never let my hand go. '

    พ่อไม่มีวันปล่อยมือหนูแน่นอน'


    In any relationship, the essence of trust is not in its bind, but in its bond.

    ในทุกความสัมพันธ์ สิ่งสำคัญของความเชื่อมั่น ไว้ใจ ไม่ใช่อยู่ที่สาระของมัน แต่เป็นความรู้สึกกับมัน


    So hold the hand of the person who loves you rather than expecting them to
    hold yours...

    เพราะฉะนั้น จงจับมือคนที่รักคุณ ดีกว่าที่จะหวังไว้เค้าจับมือคุณ


    This message is too short......but carries a lot of Feelings.

    ข้อความนี้สั้นเกินไป แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย

    August 02

    Love & Love

    "To love is nothing. To be loved is something. To love and be loved is everything!!"

    Montache99
    May 26

    สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

    เป็นบทความที่ดี อยากให้อ่านดูนะ Montache

     

    สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

     เรื่อง วนิษา เรซ

    บางครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา 'ต้อง' ทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน เช่น การล้างจาน การท่องหนังสือ การจดจ่ออยู่หน้า คอมพิวเตอร์

     

    แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้ว ยังต้องมานั่งรับส่งลูกเรียนพิเศษ เสาร์อาทิตย์อีก..เวลานั่งรอ บางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารักของลูก


    สิ่งของเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น 'หน้าที่' ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย...ตัวหนูดีเป็นคนเกลียดการล้างจานมาก เพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหาร และ ความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่า ผู้ชายคนไหนจะมาขอหนูดีแต่งงาน หนูดีจะให้ล้างจานให้ดูก่อน...แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่า หนูดียินดีทำอาหารทุกชนิด แต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน...



    จนกระทั่งวันหนึ่งหนูดีได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน การไปอยู่วัดครั้งนั้นทุกคนต้องล้างจานเอง...พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน...

    คำตอบของพวกหนูดี คือ เราต้องการให้จาน สะอาด (แหม ถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมคะ)...แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ
     ...อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดีงงมาก...ท่านตอบว่า จากนี้ไป ขอให้ล้างจานเพื่อล้างจานได้ไหม...

    ทำไมต้อง 'ล้างจานเพื่อล้างจาน' กว่าหนูดีจะเข้าใจและทำได้ก็ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ...

    เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จานสะอาด ก็เหมือนกับ เราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคต แต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้ว
    เท่านั้น ..สรุปว่าคนเราใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข


    ! แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจให้สุขกับปัจจุบัน ในขณะล้างจาน จิตจด! จ่ออยู่ก ับน้ำ ฟองน้ำและจาน...เป็นสุขอยู่ตรงนั้น

     

    ซึ่งหลังจากครั้งแรกพระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่า จาน
    เป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่... ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระ

     

    ถ้าคิดอย่างนี้ได้ ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน (การคิดในแง่บวก คิดสิ่งดีๆ)  ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข...

     

    หนูดีคิดว่า เราต้อง 'แยกให้ออกระหว่าง...วิถี...และ... เป้าหมาย...ก่อน'
     ...คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับ 'เป้าหมายแต่....หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ 'วิถี' ในการไปถึงเป้าหมายนั้น   

     

    เหมือนเมื่อก่อนหนูดีตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้คะแนนดีๆให้ได้เกียรตินิยม...และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนหนูดีไม่มีหวั่น เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก...

    .....พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ

    .....ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว

    ......จะเป็นจะตายต่อไปอีกเทอม

    ......พอมา! ดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรีเราจะได้เห็นเกรดตัวเองหลักๆ 8 ครั้ง

    .....โอ้โห เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ 

     

    ดังนั้น การกลับมาปรับ 'วิถี' ให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทาง...กลับทำให้ดัชนีความสุขมวลรวมของชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะ

     

    ...เดี๋ยวนี้หนูดีเลยมีกฎใน การใช้ชีวิตว่า 'วิถี คือ เป้าหมาย' พูดง่ายๆ ว่า
    การทำใจให้เป็นสุขเป็นประจำวัน  มีสุขในทุกวิถี นั่นแหละคือเป้าหมาย   ส่วนเป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน หนูดียังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม

    ...อาจจะดี กว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และไม่รอให้ 'เป้าหมายสำเร็จ' แล้วค่อยเป็นสุข...ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่คะว่าต้องรอ ก็! เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า


    ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูด เรื่องนี้ไว้ดีมาก

    ...หนูดีเอามาเขียนเตือนใจตัวเองหน้าหนังสือ 'ขอบคุณสรรพสิ่งที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า 'ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์ คือ การเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว' หนูดีเห็นด้วยอย่างมาก เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง 'ธรรมดา' เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ...หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ...ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น
    แต่ถ้าความ 'ธรรมดา' นี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ด

    เลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ

    ...เรื่องก็จะ 'ไม่ธรรมดา' ไปในทันทีและ ในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความ 'ธรรมดา' จนใจแทบจะขาด...หนูดีไม่ได้พูดเองเออ เองนะคะ แต่เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญเสียในครอบครัวมาเยอะมาก จนเกิด เป็นกฎประจำใจเลยว่า ให้เรารีบชื่นชมกับความ 'ธรรมดา' ที่เรามีและใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือ สิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วค่ะ


    วันนี้ หนูดีขอชวนทุกๆ คนลองมองหาสิ่งธรรมดาๆ สักสองสามสิ่งที่เรามองข้ามไปแล้วลองคิดขอบคุณเขาไหมคะ เช่น

    ...วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติ

    ...วันนี้ลูกของเรายังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง

    ... หรือแม้แต่ วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชน โชคดีจังเลย

    (เรื่องสุดท้ายนี่หนูดีคิดเป็นประจำเลยค่ะ เพราะในโลกนี้ หนูดีเป็นหนึ่งในคนที่รถชอบโดนชนประจำขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลาน ดังนั้น หากวันไหนรถหนูดีอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แค่ได้มองเห็น ก็เป็นสุขแล้วค่ะ) 

    ......สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งนะคะ ขอให้ทำงานอย่างเป็นสุขค่ะ

    บทเรียนชีวิต … ที่คุณอาจคิดไม่ถึง

    บทเรียนชีวิต ที่คุณอาจคิดไม่ถึง

     


     บทเรียนสำคัญบทแรก - คนทำความสะอาด


             
    เมื่อครั้งที่ฉันเข้าเรียนในวิทยาลัยได้สองเดือน อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง ฉันเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน จึงตอบคำถามได้อย่างสบาย จนมาถึงคำถามสุดท้าย.. "สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อว่า อะไร ?"  ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ ฉันเคยเจอคนทำความสะอาดหลายครั้ง เธอเป็นคนตัวสูง ผมดำ และอายุกว่า 50 แต่ฉันจะรู้ชื่อเธอได้อย่างไรฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย


             
    ก่อนหมดคาบเรียน นักศึกษาคนหนึ่งถามว่า คำถามข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมในคะแนนของผลการเรียนด้วยหรือไม่ "แน่นอน" อาจารย์ตอบ "เพราะเมื่อเธอเข้าทำงาน เธอจะต้องพบกับคนมากมาย  ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอที่สมควรจะได้รับความสนใจและเอาใจใส่ แม้ว่าพวกเธอจะทำได้แค่เพียงยิ้มให้และกล่าวสวัสดีก็ตาม"    


     บทเรียนสำคัญที่สอง รับคนกลางฝน


             
    คืนหนึ่ง เวลา 23:30 น. สตรีสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวงสายบามา ต้านฝนที่ตกหนักอยู่ รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมากแม้จะเปียกโชก เธอตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่งผ่านมา ชายหนุ่มผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง เรื่องการเหยียดผิวอย่างทศวรรษ ที่60 ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท็กซี่ แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็ขอบคุณเขา และจดที่อยู่ของเขาไปด้วย


             
    เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขาด้วยความประหลาดใจ โทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหนึ่งถูกนำมาส่งยังบ้านของเขาและมีข้อความแนบ มาด้วย  ใจความว่า


             
    "ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืนนั้น ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น แต่ชะเอากำลังใจของฉันไปด้วย แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ ฉันจึงสามารถไปทันดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต ทันเวลาก่อนที่เขาจะสิ้นลมพอดี  ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน และการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ" ด้วยความจริงใจ นางแนท คิง โคล


     บทเรียนสำคัญที่สาม ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ


             
    ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังม ีราคาถูกอยู่มาก เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ช็อปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ เมื่อพนักงานเสิร์ฟวางแก้วนั้นลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า 


              "
    ไอศครีมซันเดย์ ราคาเท่าไหร่ครับ ?" "ห้าสิบเซ็นต์" พนักงานเสิร์ฟสาวตอบ  แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋าแล้วก็นับเหรียญในมือ "งั้นไอศกรีมเปล่าๆ ล่ะครับ ราคาเท่าไหร่?" เด็กชายถามอีก ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้นและพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน "สามสิบห้าเซ็นต์" เธอตอบห้วนๆ เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง "ผมขอไอศครีมเปล่าครับ" เด็กชายบอก


             
    แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอาไอศครีมมาให้ เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้ว ก็จ่ายเงินแล้วก็จากไป เมื่อพนักงานเสิร์ฟเดินกลับมา เธอก็เริ่มร้องไห้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะ บนโต๊ะนั้นมีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์สองเหรียญ และเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่อย่างบรรจงข้างถ้วยไอศครีมเปล่านั้น เห็นไหมว่า ที่เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสิร์ฟสาวคนนั้น  


     บทเรียนสำคัญที่สี่ สิ่งที่กีดขวางทางของเรา

      
           
    ในยุคโบราณมีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อยู่ เพื่อคอยดูว่าจะมีใครมาเอาห ินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา  ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป พวกเขากล่าวตำหนิพระราชาต่างๆ นานาที่พระองค์ ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง


             
    จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา เมื่อเขาเดินมาถึงหินผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง  หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ เมื่อเขาหยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา ก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่ ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า "ทองในถุงนั้นเป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน" ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้ ทุกๆ "อุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่เราจะดีขึ้นให้กับเรา"  


     บทเรียนสำคัญที่ห้า ให้เมื่อมันมีค่า


             
    หลายปีมาแล้ว เมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง  ฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็นโอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือ ต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ ผู้ซึ่งรอดจากโรคร้ายนี้ได้อย่างปาฏิหาริย์ จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา หมออธิบายสถานการณ์ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่าเขาต้องการจะให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่ 


             
    ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า "ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้" เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่ที่เตียงข้างๆ พี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู่แก้มของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป เด็กชายมองไปที่หมอ และถามด้วยเสียงสั่นเครือ 


             
    "ผมกำลังจะตายใช่ไหม?" ด้วยความเป็นเด็ก เขาเข้าใจหมอผิดไป เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาแก่พี่สาว เพื่อช่วยชีวิตเธอ ซึ่งเขาก็ยังตัดสินใจที่จะถ่ายเลือด แม้จะทำให้เขาต้องตายก็ตาม นี่แหละคือความรักที่เขาจะมอบให้พี่สาวของเขา

    May 19

    หมาตัวหนึ่ง ให้คติสอนใจ

     

    เจ้าของร้านขายเนื้อสดคนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจที่หมาตัวหนึ่งมาที่ร้าน
      โดยในปากมันคาบแบงก์ 10 ดอลลาร์ และกระดาษเขียนข้อความว่า

      "ขอซื้อไส้กรอก 12 ชิ้นกับขาแกะ 1 ขาครับ"
      เขารู้สึกประทับใจความแสนรู้ของมัน ดังนั้นหลังจากเก็บเงิน 10 ดอลลาร์
      และเอาไส้กรอกและขา
      แกะใส่ถุงแขวนที่ปากให้มันคาบไปแล้ว
      เขาจึงตัดสินใจปิดร้านสะกดรอยตามมันไป....
      หมาตัวนั้นเดินไปตามถนนจนถึงทางม้าลาย
      มันก็วางถุงที่คาบไว้ลง แล้วยืนด้วยขาหลังและยกขาหน้ากด
     ปุ่มไฟสำหรับคนข้ามถนนแล้วก็คาบถุงต่อ
      รอจนไฟคนข้ามเขียวมันจึงข้ามไปยังป้ายรถเมล์อีกฝั่งหนึ่ง...

      มันจ้องมองตารางเวลาเดินรถแล้วนั่งลงตรงที่นั่งรอ
      สักพักมีรถเมล์คันหนึงมา มันเดินไปดูหมายเลขที่
      หน้ารถแล้วก็กลับมานั่งรอต่อ

      อีกสักเดี๋ยวก็มีรถเมล์มาอีกคัน มันเดินไปดูหมายเลขรถอีกเมื่อเห็น
      ว่าเป็นสายที่มันรออยู่มันจึงขึ้นรถเมล์คันนั้น...

      คนขายเนื้อถึงกับอ้าปากค้างทึ่งในความแสนรู้ของมัน
      แล้วรีบตามมันขึ้นรถคันนั้นไป
      หลังจากรถวิ่งผ่านกลางเมืองออกไปยังชานเมือง
      เจ้าหมาแสนรู้ก็ลุกจากที่นั่งเดินไปหน้ารถมันยืน
      ด้วยขาหลังแล้วเอาขาหน้ากดกริ่งบนรถ
      เมื่อรถจอดมันก็ลงและเดินไปตามถนนจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง
      แล้วเลี้ยวเข้าไป
      คนขายเนื้อยังสะกดรอยตามมันอยู่ห่างๆ เช่นเดิม...
      เมื่อมาถึงประตูบ้านที่ปิดอยู่มันก็วางถุงไส้กรอกที่คาบไว้ลง
      แล้วถอยหลังมาตั้งหลักประมาณ 2-3 เมตร จากนั้นก็วิ่งเข้าชนประตูเต็มแรง
      มันพยายามอยู่ 2-3 ครั้ง แต่ประตูก็ยังเปิดไม่ออก...


     มันเลยเดินอ้อมตัวบ้านไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่ปิดอยู่และเอาหัวโขกที่หน้า
      ต่างหลายครั้ง
      แล้วก็เดินกลับ มารอที่ประตู....
      สักพักประตูบ้านก็ถูกเปิดโดยเจ้าของหมาเป็นผู้ชายหุ่นล่ำบึ้ก
      ซึ่งพอเปิดประตูเสร็จเขาก็เริ่มเตะต่อยและ
      ตะโกนด่าเจ้าหมาแสนรู้ตัวนั้นทันที ถึงตอนนี้คนขายเนื้ออดรนทนไม่ไหว
      เขารีบวิ่งเข้าไปห้ามเจ้าของหมา พร้อมกับถามว่า

      "คุณเตะมันทำไมกัน
      มันเป็นหมาสุดอัจฉริยะเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย
      ถ้าไปออกทีวีต้องดังแน่"
      เจ้าของหมาตอบสวนทันทีว่า
      "คุณว่ามันฉลาดนักเหรอ เชอะ!


     รู้มั้ยว่านี่เป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์นี้นะที่มันลืมเอากุญแจบ้านติดตัวไปด้วย"


    คติสอนใจจากเรื่องนี้คือ
      "เราอาจทำงานได้เกินความคาดหมายในสายตาผู้อื่น
      แต่ก็ยังทำงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายในสายตาของนายเราเสมอ"

    April 29

    ทุกชีวิตต้องมีการเริ่มต้น

    ทุกชีวิตต้องมีการเริ่มต้น
     
    ทุกชีวิตต้องมีการเริ่มต้น
     
    ทุกชีวิตต้องมีการเริ่มต้น
     
    ทุกชีวิตต้องมีการเริ่มต้น
     
    ทุกชีวิตต้องมีการเริ่มต้น
     
    ทุกชีวิตต้องมีการเริ่มต้น
     
    April 28

    คิดถึงเธอทุกที .....( ที่อยู่คนเดียว ) : I am always missing you (when I'm all alone)

    คิดถึงเธอทุกที .....( ที่อยู่คนเดียว )

     I am always missing you....(when I'm all alone)

    ตะวันลับฟ้าเมื่อตอนเย็น ๆ จะเป็นเวลาที่ใจหาย

    In the evening when the sun is set, I feel my heart nearly stop to beat.

    ปลายท้องฟ้ากับแดดรำไร ฉันเหมือนใจจะขาด

    The ending line of the sky with a dim sunlight is tearing my heart.

    ยังกังวล ห่วงใครบางคน ที่ไม่อาจพบและเจอ

    I am still worrying about someone who I could never meet.

    คิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว

    I am always missing you when I’m all alone.

     

    ไม่เคยได้รู้ว่าเธอเป็นไง ข่าวคราวเงียบหายเมื่อจากกัน

    I have never known your stories since we were apart.

    เธอมีใครมาแทนที่ฉัน และเขาดีหรือปล่าว

    Does anyone take my place and be good enough?

    มีฉันไหมเวลาที่ฝัน หรือว่าลืมทุกเรื่องราว

    Have you ever had me in your dream Or you forgot all ?

    คิดถึงฉันหรือเปล่า เมื่ออยู่คนเดียว

    Have you ever missed me when you are alone?

    ตั้งแต่ครั้งนั้นที่เธอไม่อยู่ ชีวิตดูเปลี่ยนไป

    Since the day you left, my life’s completely changed.

    ยังอ้างว้าง ยังเสียใจ เหลือเพียงแต่ความเงียบเหงา

    I’m still lonely and feeling sorry, and there’s nothing left only solitude.

    ยังคิดถึง วันที่ผ่าน วันที่มีแต่เรา

    I’m still thinking to the past when we were together.

    และวันนี้มันว่างเปล่า เหงาจับใจ คิดถึงเธอรู้ไหม

    And today is empty. It makes me really feel lonely and thinking of you.

    ยิ่งคิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว

    I am extremely missing you when I’m all alone.

    March 26

    ถ้าเราไม่มีหัวใจ.....

    ถ้าเราไม่มี

    ถ้าเราไม่มีหัวใจ...เราคงไม่มีชีวิตอยู่...พูดตามหลักนิยายก็คงจะเป็นแบบนี้

    ถ้าไม่มีหัวใจ...คงไม่เผลอรักเธอ

    ถ้าไม่มีหัวใจ...คงไม่ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อใคร

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราคงไม่ต้องเจ็บปวด

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราคงไม่ต้องทุกข์ทรมานในทุกเรื่องที่เจอะเจอ

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราก็คงไม่ต้องจดจำสิ่งใด ๆ

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราก็คงจะกลายเป็นคนที่ไม่คิดและตอบสนองสิ่งใด

    และ

    ถ้าเราไม่มีหัวใจ...เราคงไม่ต้องใช้หัวใจรักตัวเอง แต่ลองมองย้อนกลับนะ จะรู้ว่า.....................

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราคงเกิดมาเสียดายชาติเกิด...ที่ไม่ได้เกิดมามอบสิ่งดี ๆ ให้ใคร

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราคงไม่มีโอกาสได้มอบความรักให้ใคร

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราคงไม่ได้ใช้ใจทำในสิ่งที่เรารัก

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราคงใช้ใจมองสิ่งสวยงามจากภายในไม่ได้

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราจะเอาแรงใจในชีวิตอยู่ต่อได้ยังไง

    และ

    ถ้าไม่มีหัวใจ...เราจะเกิดมาเพื่อทำอะไร.......หายใจได้ยังไง...

    ในเมื่อเราไม่มีแม้กระทั้งหัวใจในการทำอะไร เราโชคดีที่เรามีหัวใจไว้ทำสิ่งดี ๆ นี้แหละรสชาดของชีวิต

    Montache

    February 23

    Everybody has blue days : ทุกคนก็มีวันเศร้าๆ ด้วยกันทั้งนั้น

    ทุกคนก็มีวันเศร้าๆ ด้วยกันทั้งนั้น

    Everybody has blue days

     

    วันที่คุณรู้สึกห่อเหี่ยว

    These are miserable days when you feel lousy,

     

    Lonely...

    เดียวดาย...

     

    วันที่คุณรู้สึกตัวเล็กกระจ้อย ไม่มีใครเห็นความสำคัญ

    Days when you feel small and insignificant.

     

    อะไร ๆ มันดูไกลเกินเอื้อมไปหมด

    When everything seems just out of reach.

     

    วันแย่ๆ ที่คุณรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งความเศร้า

    On blue days you feel like you are floating in an ocean of sadness.

     

    พร้อมที่จะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ ไม่รู้ทำไม

    You are about to burst into tears at any moment and

    you don’t even know why.

     

    บางทีอาจเป็นเพราะการงานเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม

    Maybe work is a pain in the butt.

     

    รู้สึกกดดันที่ต้องสวมบทบาทแทนคนอื่นอยู่ร่ำไป

    You are under major pressure to fill some one else’s shoes.

     

    เจ้านายคอยแต่จับจ้อง

    Your boss is picking on you,

     

    ทุกคนในออฟฟิศกำลังบีบให้คุณเป็นบ้า ......

    and everyone in the office is driving you crazy.

     

    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม คุณปักใจเชื่อแล้วว่าพระผู้เป็นเจ้าต้องไม่ชอบหน้าคุณแน่ๆ

    Whatever the reason, you’re convinced that

     someone up there doesn’t like you.

     

    แล้วจะทำยังไงดีล่ะทีเนี้ย?

    Oh what to do, what to dooo?

     

    ถ้าคุณเป็นอย่างชาวบ้านเขา คุณก็จะหนีไปหาที่กำบัง คิดว่าเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเองแหละ

    Well, if you’re like most people, you’ll hide be hide

    a flimsy belief that everything will sort itself out.

     

    จากนั้นคุณก็จะใช้ชีวิตที่เหลือเมียงๆ มองๆ รอให้ทุกอย่างมันผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    Then you’ll spend the rest of your life looking over your

    shoulder, Waiting for everything to go wrong all over again.

     

    ใครจะรู้ อาจมีสิ่งดีๆ รอคุณอยู่ที่มุมไหนสักมุมหนึ่ง

    Who knows what fantastic things are in store just around the corner?

     

    ไม่แน่ สุดท้ายคุณอาจจะมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุขก็ได้นะ

    Hey, you might end up fabulously rich.

     

    แล้วทำยังไงถึงจะมีความสุข เหมือนได้แช่ในอ่างที่มีฟองสบู่อุ่นๆ อย่างนั้นได้ล่ะ?

    So how can you find that blissful “just sliding into

    a hot bubble bath” kind of feeling?

     

    ก่อนอื่น คุณต้องหยุดวิ่งหนี ถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาแล้ว

    First, stop slinking away from all those nagging issues.

    It’s time to face the music.

     

    เอาล่ะ ! จากนั้นก็ปล่อยตัวตามสบายและหายใจลึกๆ

    Now, just relax. Take some deep breaths.

     

    ยอมรับความจริงว่า ต้องปล่อยวางเรื่องหนักอกไปซะบ้าง

    Accept the fact that you’ll have to let go of some emotional baggage.

     

    มีกีฬาสนุกๆ ให้เล่นอีกเยอะแยะ

    There are games to play,

     

    โยคะก็ดีนะ

    and yoga,

     

    หรือจะร้องคาราโอเกะ

    and karaoke,

     

    หรือไม่ก็ออกไปเดินเล่นพักผ่อนสมอง

    or go for a walk to clear your head.

     

    บางทีคุณอาจเป็นคนผิดก็ได้ ไม่ยากหรอกที่จะพูดว่า ขอโทษนะ

    (ยังไม่สายเกินไปที่จะพูดคำนี้)

    Maybe you’re actually the one at fault. If that’s the case, be big enough to say you’re sorry (it’s never too late to do this)

     

    หากคนอื่นเป็นฝ่ายผิด ก็จงลุกขึ้นและบอกไปเลยว่า ทำอย่างนี้ไม่ถูก

     ฉันจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว!” ลองใช้ไม้แข็งบ้างก็ดี

    If someone else is doing the wrong thing, stand up tall and say,

    “That’s not right and I won’t stand for it!” It’s okay to be forceful.

     

    จงภูมิใจในตัวเอง

    Be proud of who you are,

     

    จงใช้ชีวิตเหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย เพราะวันหนึ่งมันต้องมาถึงแน่ๆ

    Live every day as if it were your last,

    because one day it will be.

     

    ลองเสี่ยงดูสักตั้ง

    Take big risks.

     

    อย่ามัวแต่จดๆ จ้องๆ เดินหน้าลุยไปเลย

    Never hang back. Get out there and go for it.

     

    ความจริงชีวิตก็แค่นี้ จะกลุ้มอะไรนัก

    After all, isn’t that what life is all about?

     

    อืมม!! ฉันก็ว่างั้นแหละ

    I think so too.

     

    ...........Montache.................

    February 06

    ความหมายของคำว่า "เพื่อน"

    ความหมายของคำว่า "เพื่อน" เพื่อนเปรียบเสมือนดวงดาวที่สามารถมองเห็นได้บางเวลา แต่ไม่เคยหายไปไหน ยังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจของ "เพื่อน" ตลอดเวลา
    ความหมายของคำว่า " Friend "
    F = fat ( อ้วน )เพราะความรักที่เพื่อนมีให้เพื่อนเป็นความรักตัวอ้วนๆๆๆๆทนทาน ,อย่างหนา ลมพัดมาก็ไม่หวั่นไหว และต่อให้พายะพัดมาก็ไม่หวั่นไหว ส่วนไขมันที่วิ่งเต้นอยู่ในเส้นเลือดจึงมีปริมาณเทียบได้กับความมั่นคง ที่เพื่อนจะหวังดีต่อกัน
    R = ring (แหวน) ความผูกพันของเพื่อนไม่เป็นเส้นตรงแบบไม้บรรทัด แต่ความผูกพันของเพื่อนเป็นวงกลม แบบวงแหวน ไม่บรรทัดมีจุดสิ้นสุด แต่เพื่อนกันไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าเราสร้างเยื่อใยแบบวงกลม ยังไงซะวงก็กลับมาบรรจบกันเหมือนวงเเหวน
    I = ice (น้ำแข็ง)ไม่ได้หมายความว่าจะทำตัวเป็นนำเเข็งละลายได้ง่าย ๆ นะ เพียงแค่เจออากาศร้อง แต่ที่ให้ i แทน ice ก็เพราะว่าเพื่อนควรจะเย็นใส่กันเมื่อมีปัญหาอย่างน้อย.....การหยิบน้ำเเข็งใส่มือเพื่อน ก็ย่อมดีกว่าการเอาแก้วน้ำร้อนไปเทใส่มื่อเพื่อนอยู่แล้วล่ะ ว่ามั้ยค่ะ
    E = eye (ดวงตา) ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ส่งสายตาที่มีความหมายของความห่วงใยไปให้เพื่อนบ้าง
    N = nurse (นางพยาบาล)เป็นพยาบาลคนแรกในคราวที่เพื่อนอกหัก หรือผิดหวังมาแล้วพูดให้เพื่อนฟังว่า....หัวใจไม่เหมือนกับแก้วร้าว เเก้วร้าว...ทางออกทางเดียวคือรอวันแตก แต่ถ้าหัวใจร้าว...มีทางออกหลายทาง อย่างน้อยเวลาก็ช่วยประสาร และ "พยาบาล" คนนี้ ก็จะช่วยรักษาเพื่อนอย่างสุดความสามารถ
    D = dog (สุนัข) เป็นที่รู้จักกันดีว่าสุนัขนั้นเป็นยอดของความซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ระหว่างเพื่อนอาจไม่ต้องถึงกับสุนัขประจบเจ้านายแต่ความซื่อสัตย์ต่อความเป็นเพื่อน เพื่อทำให้เพื่อนไว้ใจได้
    ***************บทสรุปส่วนตัวนะค่ะ จากการที่ได้รับสิ่งเหล่านี้จากเพื่อนและก็ได้ให้เค้ากลับ อยากบอกว่า เพื่อน เพื่อน เพื่อน เป็นคำที่มีความหมายตามข้อความที่อยู่ข้างบนนี้จริงๆ ค่ะ แล้วเราจะมีความสุขกับการที่เรามีคนที่เราเรียกว่า *****"เพื่อน"***** สิ่งที่เราได้อีกอย่างหนึ่งก็คือความอิ่มเอมและยั่งยื่นอยู่ในหัวใจของเราตลอดไป เพราะเค้าคือ "เพื่อน" ของเรา และเราคือ "เพื่อน" ของเค้า**************

    January 27

    ชั่วชีวิตของคนเรา

    ชั่วชีวิตของคนเรา
    เหมือนกับเราเดินตามหาอะไรบางสิ่งบางอย่าง
    และสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
    จนเรายอมสละทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่...เพื่อแลกกับมัน
    เรารู้ว่าเราจะมีความสุข และอิ่มเอมใจที่ได้ครอบครองมัน
    หรือได้มันกลับคืนมา...
    และเราจะถนอมมันไว้กับเรา...ตราบวินาทีสุดท้ายของ....ชีวิต......
     
    Montache
    January 20

    เรื่องเล่าสอนใจ กาแฟ กับถ้วยกาแฟ

     

              ที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แห่งหนึ่งของสยามประเทศ บรรดาศิษย์เก่าที่จบจากสถาบันนี้ แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพ มีชื่อเสียงในวงสังคม ตามวงการต่างๆ มากมาย มีทั้งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และที่กระท่อนกระแท่น ยังดิ้นรนอยู่ในหน้าที่การงานก็เยอะ

              เนื่องในวาระ ที่อาจารย์พ่อซึ่งเป็นที่เคารพ ของศิษย์เก่าทุกคน เกษียณอายุ บรรดาศิษย์เก่า จึงถือเป็นโอกาสดี ที่จะกลับไปเยี่ยมสถาบัน เพื่อเลี้ยงสังสรรค์และรำลึกถึงอาจารย์พ่อ

             
    หลังจากกินเลี้ยงกันมาได้พักใหญ่ วงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียด ในการทำงานและ ปัญ­หาชีวิต แต่ละคน มีปั­ญหาแตกต่างกันออกไปมากบ้างน้อยบ้าง อาจารย์พ่อฟังปั­ญหาของลูกศิษย์ทุกคนอย่างตั้งใจ รับฟังโดยไม่มีคำวิจารณ์ หรือนำเสนอความเห็นของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย

              เมื่อฟังปั­ญหาของลูกศิษย์จบทุกคน อาจารย์พ่อเสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า ท่านเดินเข้าไปในครัว และออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟ แบบต่างๆ บ้างเป็นถ้วยกระเบื้องบ้าง เป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว มีถ้วยกาแฟหลายใบที่เป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบ สวยวิจิตรสูงค่า

              อาจารย์ ชงกาแฟใส่เหยือกมาให้แล้ว พวกเธอจัดการรินใส่แก้วดื่มกันเองนะ บรรดาลูกศิษย์ มองถ้วยกาแฟหลากหลาย ด้วยความสนใจ แล้วพากันเลือกถ้วยกาแฟพร้อมๆ กับรินกาแฟออกมาจากเหยือกใส่ถ้วยต่างกันออกไปเอามือไว้

              เมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคน แล้วอาจารย์พ่อ กล่าวว่า

             
    "ลองดูถ้วยกาแฟในมือของพวกเธอ กับถ้วยกาแฟที่เหลืออยู่ในถาดซึ่งไม่มีคนเลือกสิ สังเกตกันรึเปล่า…. ถ้วยสวยๆ แพงๆ ถูกเลือกไปหมด เหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก เป็นเรื่องปกติที่พวกเรามักจะเลือก สิ่งที่ดีที่สุดโดยลืมคิดถึงความต้องการที่แท้จริงของเราและ นี่คือที่มาของความเครียดและปัญ­หาทั้งหลายในชีวิต"


             
    ความจริงวันนี้สิ่ง ที่พวกเราต้องการแท้จริงคือกาแฟ ไม่ใช่ถ้วยกาแฟ แต่จิตสำนึกกลับ นำพาเราไปเลือกที่ถ้วย มิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย


             
    หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคม ก็คือ ถ้วยกาแฟ มันเป็นเพียงเครื่องมือ อุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิต เปลี่ยนไป บางครั้ง….การมัวเพ่งที่ถ้วยใส่กาแฟ มันก็จะทำให้เราลืมใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ

             
    ถ้ารู้จักชีวิตที่แท้จริง….ของหรือตำแหน่งหน้าที่ มันก็แค่ส่วนเคลือบ ไม่ใช่เนื้อหาหรือแก่นแท้ที่สำคัญของชีวิต

    Montache

     

    January 17

    Montache : หนุ่มที่เกิดราศีมังกร

       

    ราศีมังกร : หนุ่มที่เกิดระหว่างวันที่ 16 มกราคม - 15 กุมภาพันธ์

                  หนุ่มมังกร :จริงจัง ตั้งมั่น บุกบั่นไม่ย่อท้อ ทะเยอทะยาน ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า อยู่ตลอด มีการวางแผน และมุ่งมั่นที่จะไปถึงจุดหมาย

    เป็นคนค่อนข้างซีเรียส บ้างาน แถมยังเป็นพวกเก็บอารมณ์เก่งมากๆ แต่ไม่ถึงขั้นเก็บกด เขาไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน มีแนวคิดค่อนไปทางอนุรักษ์นิยม

     ให้ความเคารพผู้อาวุโส ติดจะขี้อายหน่อยๆ ด้วยนะ ถ้าคนในใจคุณสาวๆ เกิดราศีมังกรล่ะก็ การันตีความเป็นผู้นำได้เลย แต่คุณอาจจะมองว่า เขาขี้เหนียวนะ

    กว่าจะควักกระเป๋าทีก็คิดแล้วคิดอีก จริงๆไม่ใช่ เขาไม่ได้เหนียวหรอก แต่เขารอบคอบที่จะจ่ายเงินมากกว่า ที่สำคัญเป็นคนฟอร์มจัดคนหนึ่งเลยล่ะ แอ๊คเป็นบ้า

     แต่เขาก็เป็นที่ปรึกษาที่ดีก็ได้นะ ถ้าอยากเป็น  เคล็ดลับ เขาชอบคนเอาใจ และต้องเข้าใจเขามากๆ ด้วยล่ะ

               

     

    Montache

     

    January 15

    ความรัก…กับพลังในการก้าวหน้า

    หลอดไฟความรักกับพลังในการก้าวหน้าหลอดไฟ

             ถ้าสังเกตดูดีๆ ผู้ชายจะยอมทิ้งผู้หญิงที่รัก ทิ้งหัวใจ เพื่อสร้างโลก แต่ผู้หญิงจะยอมทิ้งโลก เพื่อผู้ชายที่รัก

             อยากให้คนที่รู้สึกแบบนี้ อย่ามองความรักเป็นความเคยชินที่ต้องได้ ลองมองความรักเป็นของขวัญที่วิเศษ เพราะทุกครั้งที่ได้ของขวัญจากใคร หัวใจเราจะเต้นแรง..เช่นกันเมื่อได้รักใคร หัวใจเราก็จะเต้นแรง พอหัวใจเต้นแรง เลือดก็สูบฉีด สมองก็ปลอดโปร่ง แล้วแบบนี้ จะไม่มีแรงก้าวไปข้างหน้าเลยเชียวเหรอ...

                                                       Montache 

     

    January 03

    ของขวัญจากกาลเวลา

    เค้กวันเกิดของขวัญจากกาลเวลาเค้กวันเกิด

    ลองจินตนาการว่า มีธนาคารแห่งหนึ่ง

    เข้าบัญชีให้คุณทุกเช้าเป็นเงิน 86,400 บาท

    …………….…….

    ไม่มีการยกยอดคงเหลือไปวันรุ่งขึ้น

    ทุกตอนเย็นจะลบยอดคงเหลือทั้งหมด

    ที่คุณไม่ได้ใช้ระหว่างวัน

    <<<<คุณจะทำอย่างไร?>>>>

     

     

    ของขวัญผูกโบ 

    แน่นอนที่สุดคุณต้องถอนมาใช้ทุกบาททุกสตางค์

    !!! ใช่ไหม !!!

    เราทุกคนมีธนาคารอย่างนั้นเหมือนกัน

    ธนาคารแห่งนี้ชื่อว่า

     "เวลา

    ...มันเข้าบัญชีให้คุณ 86,400 วินาที...

     

     

    >>>ทุกคืนมันจะถูกล้างบัญชี<<<

    ถือว่าขาดทุนตามจำนวนที่คุณพลาดโอกาส

    ที่จะลงทุนในสิ่งดีๆ

    >>>>><<<<<


    ...มันไม่สะสมยอดคงเหลือ

    ...ไม่ให้เบิกเกินบัญชี

    ...ในแต่ละวันจะเปิดบัญชีใหม่ให้คุณ...
    ...ทุกค่ำคืนจะลบยอดคงเหลือของทั้งวันออกหมด...

     

     

    ถ้าคุณเสียโอกาสที่จะใช้ประโยชน์ในระหว่างวัน

    …..ผลขาดทุนเป็นของคุณ….

    >>>ไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้<<<

    ไม่มีการถอนของ "วันพรุ่งนี้" มาใช้ได้

     

     

    คุณต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

    ด้วยยอดเงินฝากของวันนี้>>><<<ให้ลงทุนจากเงินฝากเหล่านี้

    เพื่อได้ผลตอบแทนมาสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อ

    ...สุขภาพ...
    ...ความสุข

    ...และความสำเร็จ!…

    >>>>>นาฬิกากำลังเดิน=====ทำวันนี้ให้ดีที่สุด<<<<<

     

     

    ...จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งปี...
    >>>>>ให้ไปถามนักเรียนที่สอบตกต้องซ้ำชั้น<<<<<

    ...จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งเดือน...
    >>>>>ให้ไปถามคุณแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด<<<<<

    ...จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งสัปดาห์...
    >>>>>ให้ไปถามนักเขียนหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์<<<<<

     

     

    ...จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งชั่วโมง...
    >>>>>ให้ไปถามคนรักที่กำลังรอคอยตามนัดหมาย<<<<<


    ...จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งนาที...
    >>>>>ให้ไปถามคนที่เพิ่งพลาดขบวนรถไฟ<<<<<


    ...จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งวินาที...
    >>>>>ให้ไปถามคนที่เพิ่งรอดหวุดหวิดจากอุบัติเหตุ<<<<<


    ...จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา เสี้ยววินาที...
    >>>>>ให้ไปถามคนที่เพิ่งชนะได้รางวัลเหรียญทองโอลิมปิค<<<<<

     

     

    ทำทุกขณะที่คุณมีให้มีคุณค่า!
    >>>>>>> <<<<<<<
    >>>>และทำให้มีคุณค่ามากขึ้นไปอีก<<<<

    ...เพราะคุณใช้มันร่วมกับคนพิเศษบางคน...
    >>>>ให้พิเศษเพียงพอที่จะใช้เวลาของคุณ<<<<

    …..และจำไว้เสมอว่าเวลาไม่คอยใครแม้สักคนเดียว…..
    >>>>เมื่อวานเป็นอดีต พรุ่งนี้ยังยากที่จะอธิบาย<<<<

    === วันนี้เป็นของขวัญ ===

     

    นั่นไงทำไมมันถึงถูกเรียกว่า "Present”

    Montache

     

     

     

    December 24

    "ลดบางอย่าง เพื่อ เพิ่มบางสิ่ง"

    "ลดบางอย่าง เพื่อ เพิ่มบางสิ่ง"

    หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณจะได้บางสิ่งมากขึ้น

    ลดความโกรธให้น้อยลง คุณจะได้สติกลับมามากขึ้น

    ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง คุณจะได้เงินเก็บมากขึ้น

    ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง


    คุณจะได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น

    ลดการพูดให้น้อยลง คุณจะได้ทำหลายอย่างได้มากขึ้น

    คิดถึงคนที่คุณรักให้น้อยลง คุณเข้าใจคนที่คุณรักมากขึ้น

    รักตัวเองให้น้อยลง คนอื่นรักคุณมากขึ้น

    พูดให้ร้ายคนอื่นให้น้อยลง มีคนพูดถึงคุณในแง่ดีมากขึ้น

    แสดงความฉลาดให้น้อยลง คุณได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น

    ออกนอกบ้านให้น้อยลง คุณได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น

    นอนให้น้อยลง คุณทำหลายอย่างได้มากขึ้น

    คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง คุณยิ้มได้มากขึ้น

    ลดความอายให้น้อยลง คุณได้ความกล้ามากขึ้น

    ดูละครให้น้อยลง คุณอ่านหนังสือได้มากขึ้น

    คุณวิ่งให้ช้าลง คุณมองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น

    เชื่อให้น้อยลง คุณมองเห็นอะไรได้มากขึ้น

    ลดทิฐิให้น้อยลง คุณรู้จักอภัยมากขึ้น

    กระโดดให้น้อยลง คุณเดินได้มั่นคงมากขึ้น

    กินให้น้อยลง คุณอิ่มได้มากขึ้น

    ก้มหน้าให้น้อยลง คุณมองเห็นได้ไกลขึ้น

    พักเหนื่อยให้น้อยลง คุณรู้จักความสบายมากขึ้น

    เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น

    แบกของหนักให้น้อยลง ชีวิตคุณเบามากขึ้น

    ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง คุณโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

    ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง คุณได้รับการเอ็นดูมากขึ้น

    เป่าลมออกให้น้อยลง คุณสูดลมเข้าได้มากขึ้น

    แอบฟังให้น้อยลง คุณได้ยินอะไรมากขึ้น

    คุณคิดคำถามให้น้อยลง คุณเห็นคำตอบมากขึ้น

    ...........แล้วคุณลดอะไรไปบ้างแล้ว............